Coach HCM

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (EWF) คืออะไร? คู่มือสำหรับ HR และนายจ้าง ปี 2569

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
Table of contents

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (EWF)

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (Employee Welfare Fund: EWF) เป็นกองทุนที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายเพื่อคุ้มครองลูกจ้างในกรณีที่ได้รับสิทธิประโยชน์ตามที่กฎหมายกำหนด โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ตุลาคม 2569

นายจ้างและฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) ควรเตรียมความพร้อมด้านการขึ้นทะเบียน การนำส่งเงินสะสมและเงินสมทบ รวมถึงการปรับระบบ HR และ Payroll ให้รองรับข้อกำหนดใหม่ได้อย่างถูกต้อง

บทความนี้สรุปทุกเรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ต้องเข้าร่วม อัตราเงินสะสม สิทธิประโยชน์ ขั้นตอนการขึ้นทะเบียน และแนวทางเตรียมองค์กรให้พร้อมก่อนกฎหมายมีผลบังคับใช้

ข้อมูลสำคัญของกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (EWF)

รายการ รายละเอียด
เริ่มบังคับใช้ 1 ตุลาคม 2569
ผู้ที่เกี่ยวข้อง นายจ้าง และลูกจ้าง
เงินสะสมลูกจ้าง 0.25% (5 ปีแรก)
เงินสมทบนายจ้าง 0.25% (5 ปีแรก)
หน่วยงานกำกับ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (Employee Welfare Fund: EWF) คืออะไร?

การบริหารทรัพยากรบุคคลในปัจจุบันไม่ได้มีเพียงการดูแลเงินเดือน สวัสดิการ หรือการพัฒนาศักยภาพของพนักงานเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานที่มีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในประเด็นที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) เจ้าของกิจการ และผู้บริหารองค์กรควรให้ความสำคัญ คือ “กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง” (Employee Welfare Fund: EWF) ซึ่งมีกำหนดเริ่มบังคับใช้ในวันที่ 1 ตุลาคม 2569

หลายองค์กรอาจเคยได้ยินชื่อกองทุนนี้ แต่ยังมีข้อสงสัยว่า กองทุนดังกล่าวคืออะไร มีวัตถุประสงค์อย่างไร ใครต้องเข้าร่วม และองค์กรควรเตรียมความพร้อมอย่างไร บทความนี้จะสรุปข้อมูลสำคัญที่ HR และนายจ้างควรรู้

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง มีวัตถุประสงค์อย่างไร?

            กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจัดตั้งขึ้นภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นหลักประกันด้านการเงินให้แก่ลูกจ้าง และส่งเสริมความมั่นคงในชีวิตการทำงานเมื่อสิ้นสุดการจ้างงาน รวมถึงช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของลูกจ้างในกรณีที่เข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย

แนวคิดสำคัญของกองทุนนี้ คือ การให้ทั้งนายจ้างและลูกจ้างร่วมกันสะสมเงินเข้ากองทุน เพื่อให้ลูกจ้างมีเงินสะสมไว้ใช้ในอนาคต แทนที่จะพึ่งพาเพียงค่าชดเชยจากนายจ้างเพียงอย่างเดียว

ใครบ้างที่เกี่ยวข้องกับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (EWF)?

การดำเนินงานของกองทุนเกี่ยวข้องกับหลายฝ่าย ได้แก่

1. ลูกจ้าง

ลูกจ้างเป็นสมาชิกของกองทุน มีหน้าที่สะสมเงินเข้ากองทุนตามอัตราที่กฎหมายกำหนด และมีสิทธิได้รับเงินเมื่อเข้าเงื่อนไข

2. นายจ้าง

นายจ้างมีหน้าที่นำส่งเงินสมทบ พร้อมจัดทำข้อมูลและดำเนินการตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง รวมถึงดูแลให้การนำส่งเงินเป็นไปตามกำหนดเวลา

3. กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน

เป็นหน่วยงานที่กำกับดูแลกองทุน ออกระเบียบ หลักเกณฑ์ และดูแลการบริหารกองทุนให้เป็นไปตามกฎหมาย

สถานประกอบกิจการใดบ้างที่ต้องเข้าร่วม?

ตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างมีผลบังคับใช้กับสถานประกอบกิจการที่อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน โดยในระยะแรกกำหนดให้บังคับใช้กับกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ก่อน และอาจมีการขยายขอบเขตไปยังสถานประกอบกิจการขนาดเล็กในอนาคตตามที่กฎหมายกำหนด

อย่างไรก็ตาม ยังมีบางกิจการที่ได้รับการยกเว้นหรือมีเงื่อนไขเฉพาะ เช่น กิจการที่จัดสวัสดิการในรูปแบบอื่นตามที่กฎหมายรับรอง ดังนั้น นายจ้างควรติดตามประกาศจากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานอย่างใกล้ชิด

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง

ลูกจ้างจะได้รับสิทธิอะไรจากกองทุน?

เมื่อเป็นสมาชิกกองทุน ลูกจ้างจะได้รับสิทธิประโยชน์ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด เช่น

  • รับเงินสะสมของตนเอง
  • รับเงินสมทบจากนายจ้าง
  • รับดอกผลหรือผลประโยชน์ที่เกิดจากการบริหารกองทุน
  • สามารถรับเงินเมื่อสิ้นสุดการจ้างงานตามเงื่อนไข
  • กรณีลูกจ้างเสียชีวิต เงินสามารถตกทอดให้แก่ผู้มีสิทธิรับผลประโยชน์ตามที่กฎหมายกำหนด

สิทธิประโยชน์ดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินและช่วยลดผลกระทบเมื่อพนักงานออกจากงาน

เงินสะสมและเงินสมทบ คืออะไร?

หลายคนเข้าใจผิดว่าเงินทั้งหมดมาจากนายจ้างเพียงฝ่ายเดียว แต่ในความเป็นจริง กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเกิดจากการร่วมกันสะสมเงินของทั้งลูกจ้างและนายจ้างตามอัตราที่กฎหมายกำหนด

เงินที่นำส่งเข้าสู่กองทุนจะประกอบด้วย

  • เงินสะสมจากลูกจ้าง
  • เงินสมทบจากนายจ้าง
  • ผลตอบแทนหรือดอกผลจากการบริหารกองทุน

เมื่อสมาชิกเข้าเงื่อนไขที่กำหนด ก็จะสามารถขอรับเงินตามหลักเกณฑ์ของกองทุนได้

อัตราเงินสะสมและเงินสมทบ

กฎหมายกำหนดอัตราไว้เป็น 2 ระยะ ดังนี้

ระยะเวลา ลูกจ้าง นายจ้าง

5 ปีแรก

0.25% ของค่าจ้าง

0.25% ของค่าจ้าง

ตั้งแต่ปีที่ 6 เป็นต้นไป

0.50% ของค่าจ้าง

0.50% ของค่าจ้าง

 ตัวอย่าง หากพนักงานมีค่าจ้างเดือนละ 30,000 บาท 

ในช่วง 5 ปีแรก

  • ลูกจ้างสะสม 75 บาท
  • นายจ้างสมทบ 75 บาท

รวมส่งเข้ากองทุน 150 บาทต่อเดือน

เมื่อเข้าสู่ปีที่ 6

  • ลูกจ้างสะสม 150 บาท
  • นายจ้างสมทบ 150 บาท

รวม 300 บาทต่อเดือน

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง แตกต่างจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอย่างไร?

“กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเหมือนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือไม่”
แม้ว่าทั้งสองกองทุนจะมีเป้าหมายในการสร้างความมั่นคงทางการเงินให้แก่พนักงาน แต่มีความแตกต่างกันในหลายด้าน

หัวข้อ กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (EWF) กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD)
การจัดตั้ง ตามกฎหมายแรงงาน จัดตั้งโดยความสมัครใจ
ผู้กำกับดูแล กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน สำนักงาน ก.ล.ต.
การเข้าร่วม เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย นายจ้างและลูกจ้างสมัครใจ
วัตถุประสงค์ สร้างหลักประกันเมื่อออกจากงาน ส่งเสริมการออมเพื่อเกษียณ

ดังนั้น องค์กรควรศึกษาหลักเกณฑ์ของทั้งสองกองทุนให้ชัดเจน เพื่อวางแผนด้านสวัสดิการได้อย่างเหมาะสม

นายจ้างต้องเตรียมการอะไรบ้าง เมื่อกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างมีผลบังคับใช้?

เมื่อกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (Employee Welfare Fund: EWF) เริ่มมีผลบังคับใช้ นายจ้างและฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) จะต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้การนำส่งเงินและการบริหารจัดการเป็นไปอย่างถูกต้อง โดยสามารถแบ่งการเตรียมความพร้อมได้ดังนี้

  1. ขึ้นทะเบียนนายจ้างและลูกจ้าง

ก่อนเริ่มนำส่งเงินเข้ากองทุน นายจ้างจะต้องดำเนินการขึ้นทะเบียนกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน พร้อมจัดทำข้อมูลลูกจ้างให้ครบถ้วน โดยใช้แบบฟอร์มที่กฎหมายกำหนด เช่น สกล.3, สกล.3/1, สกล.3/2 และ สกล.4 เพื่อแจ้งข้อมูลการเป็นสมาชิกและรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง

  1. เริ่มหักเงินสะสมจากค่าจ้างของลูกจ้าง

เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ นายจ้างมีหน้าที่หักเงินสะสมจากค่าจ้างของลูกจ้างตามอัตราที่กฎหมายกำหนด โดยในระยะเริ่มต้นกำหนดอัตราไว้ที่ 0.25% ของค่าจ้าง

  1. จัดสรรงบประมาณสำหรับเงินสมทบของนายจ้าง

นอกจากการหักเงินสะสมจากลูกจ้างแล้ว นายจ้างยังต้องจ่าย เงินสมทบ ในอัตราเดียวกันกับเงินสะสมของลูกจ้าง คือ 0.25% ของค่าจ้าง (ตามอัตราที่กฎหมายกำหนดในช่วงเริ่มต้น)

  1. นำส่งเงินและยื่นแบบรายการภายในกำหนด

หลังจากหักเงินสะสมและจัดเตรียมเงินสมทบเรียบร้อยแล้ว นายจ้างจะต้องนำส่งเงินทั้งสองส่วน พร้อมยื่นแบบรายการแสดงรายชื่อลูกจ้าง แบบ สกล.3 ต่อสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในพื้นที่ที่สถานประกอบกิจการตั้งอยู่

การนำส่งจะต้องดำเนินการ ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป เพื่อให้เป็นไปตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด และหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากการนำส่งล่าช้า

วิธีขึ้นทะเบียนกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (Employee Welfare Fund: EWF)

ขั้นตอนที่ 1 ตรวจสอบว่ากิจการอยู่ในขอบเขตของกฎหมายหรือไม่

ก่อนดำเนินการขึ้นทะเบียน นายจ้างควรตรวจสอบก่อนว่า สถานประกอบกิจการของตนอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ของกฎหมายหรือไม่

โดยหลักแบ่งได้เป็น 2 กรณี ได้แก่

          กรณีที่ 1 กิจการที่อยู่ในบังคับของกฎหมาย

นายจ้างต้องดำเนินการขึ้นทะเบียนและนำส่งเงินสะสม เงินสมทบ รวมถึงปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

          กรณีที่ 2 กิจการที่ไม่อยู่ในบังคับของกฎหมาย

แม้จะไม่อยู่ในขอบเขตการบังคับ แต่หากนายจ้างและลูกจ้างประสงค์จะเข้าร่วมกองทุน ก็สามารถสมัครเป็นสมาชิกได้ตามหลักเกณฑ์ที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกำหนด

ขั้นตอนที่ 2 เตรียมข้อมูลและเอกสารประกอบ

ก่อนยื่นขึ้นทะเบียน นายจ้างควรจัดเตรียมข้อมูลให้ครบถ้วน ได้แก่

      ข้อมูลของนายจ้าง

  • ชื่อสถานประกอบกิจการ
  • เลขทะเบียนนิติบุคคล (ถ้ามี)
  • เลขประจำตัวผู้เสียภาษี
  • ที่ตั้งสถานประกอบกิจการ
  • ผู้มีอำนาจลงนาม
  • เบอร์โทรศัพท์
  • อีเมลสำหรับติดต่อ

      ข้อมูลของลูกจ้าง

  • ชื่อ–นามสกุล
  • เลขประจำตัวประชาชน
  • วันเริ่มงาน
  • ตำแหน่งงาน
  • ค่าจ้าง
  • สถานะการจ้างงาน

ขั้นตอนที่ 3 จัดทำแบบฟอร์มให้ถูกต้อง

กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกำหนดแบบฟอร์มสำหรับการขึ้นทะเบียนและการแจ้งเปลี่ยนแปลงข้อมูล ดังนี้

     แบบ สกล.3

ใช้สำหรับ แบบแสดงรายชื่อลูกจ้าง ของกิจการที่อยู่ในบังคับตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน เพื่อใช้ในการขึ้นทะเบียนและการนำส่งข้อมูลสมาชิกกองทุน

     แบบ สกล.3/1

ใช้สำหรับ แบบแสดงรายชื่อลูกจ้างของกิจการที่ไม่อยู่ในบังคับตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน แต่ลูกจ้างประสงค์เข้าเป็นสมาชิกกองทุน

     แบบ สกล.3/2

ใช้สำหรับ แจ้งการเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขรายการแสดงรายชื่อลูกจ้าง เช่น

  • รับพนักงานใหม่
  • พนักงานลาออก
  • เปลี่ยนแปลงข้อมูลลูกจ้าง
  • แก้ไขข้อมูลที่เคยยื่นไว้

แบบฟอร์มนี้ช่วยให้ทะเบียนสมาชิกของกองทุนเป็นปัจจุบันอยู่เสมอ

หนังสือสำคัญการขึ้นทะเบียน (สกล.4 / สกล.4/1)

เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเอกสารและอนุมัติการขึ้นทะเบียนแล้ว จะออกหนังสือสำคัญให้แก่ผู้ยื่น ดังนี้

  • สกล.4 สำหรับกิจการที่อยู่ในบังคับของกฎหมาย
  • สกล.4/1 สำหรับกิจการที่ไม่อยู่ในบังคับ แต่สมัครเข้าร่วมกองทุนโดยความสมัครใจ

หนังสือดังกล่าวถือเป็นหลักฐานยืนยันการขึ้นทะเบียนเป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างอย่างเป็นทางการ

ขั้นตอนที่ 4 ยื่นคำขอขึ้นทะเบียน

ปัจจุบันนายจ้างสามารถเลือกยื่นคำขอได้หลายช่องทาง ได้แก่

  • ระบบ e-Service ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
  • สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด
  • สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่
  • ส่งทางไปรษณีย์
  • ส่งทางอีเมล (ตามช่องทางที่หน่วยงานกำหนด)

หากยื่นผ่านระบบออนไลน์ นายจ้างสามารถอัปโหลดแบบฟอร์มและเอกสารประกอบผ่านระบบได้โดยตรง

ขั้นตอนที่ 5 รอการพิจารณาและรับหนังสือสำคัญ

หลังจากได้รับคำขอ เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบความครบถ้วนของข้อมูลและเอกสาร

เมื่อพิจารณาแล้วเสร็จ จะดำเนินการออกหนังสือสำคัญการขึ้นทะเบียนเป็นสมาชิกกองทุน และแจ้งผลให้ผู้ยื่นทราบตามช่องทางที่ได้ลงทะเบียนไว้

ขั้นตอนที่ 6 เริ่มหักเงินและนำส่งเข้ากองทุน

เมื่อการขึ้นทะเบียนเสร็จสมบูรณ์ นายจ้างจะต้องดำเนินการดังต่อไปนี้

  • หักเงินสะสมจากค่าจ้างของลูกจ้าง
  • จ่ายเงินสมทบในส่วนของนายจ้าง
  • นำส่งเงินสะสมและเงินสมทบเข้ากองทุน
  • ยื่นแบบรายการแสดงรายชื่อลูกจ้าง แบบ สกล.3 ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด

หากไม่นำส่ง หรือนำส่งล่าช้า อาจต้องชำระเงินเพิ่มตามอัตราที่กฎหมายกำหนด

Checklist สำหรับ HR และ Payroll ก่อนกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างมีผลบังคับใช้

Checklist สำหรับ HR

  • ตรวจสอบว่ากิจการเข้าเกณฑ์ของกฎหมายหรือไม่
  • ปรับปรุงนโยบายด้านทรัพยากรบุคคล
  • ทบทวนคู่มือพนักงาน
  • สื่อสารข้อมูลให้พนักงานรับทราบ
  • จัดทำข้อมูลสมาชิกให้ครบถ้วน
  • วางแผนการบริหารสวัสดิการให้สอดคล้องกับกฎหมาย

Checklist สำหรับ Payroll

  • ปรับระบบคำนวณเงินสะสมและเงินสมทบ
  • เพิ่มรายการหักและรายการสมทบในระบบเงินเดือน
  • ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลก่อนนำส่ง
  • จัดทำรายงานสำหรับการตรวจสอบย้อนหลัง
  • รองรับการเปลี่ยนแปลงของกฎหมายในอนาคต

สรุป

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (EWF) เป็นกองทุนที่จัดตั้งขึ้นเพื่อสร้างหลักประกันทางการเงินให้แก่ลูกจ้างเมื่อสิ้นสุดการจ้างงาน

✔ เริ่มบังคับใช้วันที่ 1 ตุลาคม 2569 โดยนายจ้างที่อยู่ในขอบเขตของกฎหมายต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

✔ นายจ้างและลูกจ้างร่วมกันนำส่งเงินเข้ากองทุน ในอัตราที่กฎหมายกำหนด พร้อมนำส่งเงินภายในระยะเวลาที่กำหนด

✔ นายจ้างควรเตรียมความพร้อม ทั้งด้านการขึ้นทะเบียน การปรับระบบ HR และ Payroll การวางแผนงบประมาณ และการสื่อสารกับพนักงาน

ระบบ HRM และ Payroll ที่รองรับกฎหมาย จะช่วยลดความผิดพลาด เพิ่มความถูกต้องในการคำนวณ และช่วยให้องค์กรปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Download  แบบฟอร์ม สกล.ที่เกี่ยวข้อง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (FAQ)

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (Employee Welfare Fund: EWF) คืออะไร?

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (Employee Welfare Fund: EWF) เป็นกองทุนที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน เพื่อสร้างหลักประกันทางการเงินให้แก่ลูกจ้าง โดยนายจ้างและลูกจ้างจะร่วมกันนำส่งเงินเข้ากองทุนตามอัตราที่กฎหมายกำหนด

แตกต่างกัน โดยกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเป็นกองทุนที่กำหนดตามกฎหมายแรงงาน ส่วนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) เป็นสวัสดิการที่นายจ้างและลูกจ้างสมัครใจจัดตั้งร่วมกัน นอกจากนี้ทั้งสองกองทุนยังมีวัตถุประสงค์ หน่วยงานกำกับดูแล และหลักเกณฑ์การเข้าร่วมที่แตกต่างกัน

นายจ้างควรแจ้งข้อมูลลูกจ้างใหม่และดำเนินการตามแบบฟอร์มที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกำหนด เช่น แบบ สกล.3/2 รวมถึงปรับปรุงข้อมูลสมาชิกให้เป็นปัจจุบัน เพื่อให้ลูกจ้างได้รับสิทธิประโยชน์จากกองทุนอย่างถูกต้อง

ลูกจ้างสามารถขอรับเงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์ของกองทุนได้เมื่อสิ้นสุดการจ้างงาน โดยเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด รวมถึงขั้นตอนการขอรับสิทธิที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานประกาศไว้

หากนายจ้างไม่นำส่งเงินสะสมหรือเงินสมทบภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด อาจต้องชำระเงินเพิ่ม และอาจมีบทกำหนดโทษตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ดังนั้นควรดำเนินการนำส่งเงินและยื่นแบบรายการให้ครบถ้วนภายในกำหนดเวลา

ระบบ HR และ Payroll ที่รองรับกฎหมายแรงงานสามารถช่วยคำนวณเงินสะสมและเงินสมทบ บันทึกข้อมูลสมาชิก จัดทำรายงาน และลดความผิดพลาดในการนำส่งข้อมูล ทำให้องค์กรปฏิบัติตามข้อกำหนดของกฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

🚀 สนใจระบบ COACH HCM สำหรับบริหาร HR และ Payroll ให้รองรับกฎหมายใหม่?

COACH HCM ช่วยให้องค์กรบริหารงาน HR, Payroll, Time Attendance และรองรับการเปลี่ยนแปลงด้านกฎหมายแรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ