กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (EWF)
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (Employee Welfare Fund: EWF) เป็นกองทุนที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายเพื่อคุ้มครองลูกจ้างในกรณีที่ได้รับสิทธิประโยชน์ตามที่กฎหมายกำหนด โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ตุลาคม 2569
นายจ้างและฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) ควรเตรียมความพร้อมด้านการขึ้นทะเบียน การนำส่งเงินสะสมและเงินสมทบ รวมถึงการปรับระบบ HR และ Payroll ให้รองรับข้อกำหนดใหม่ได้อย่างถูกต้อง
บทความนี้สรุปทุกเรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ต้องเข้าร่วม อัตราเงินสะสม สิทธิประโยชน์ ขั้นตอนการขึ้นทะเบียน และแนวทางเตรียมองค์กรให้พร้อมก่อนกฎหมายมีผลบังคับใช้
ข้อมูลสำคัญของกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (EWF)
| รายการ | รายละเอียด |
|---|---|
| เริ่มบังคับใช้ | 1 ตุลาคม 2569 |
| ผู้ที่เกี่ยวข้อง | นายจ้าง และลูกจ้าง |
| เงินสะสมลูกจ้าง | 0.25% (5 ปีแรก) |
| เงินสมทบนายจ้าง | 0.25% (5 ปีแรก) |
| หน่วยงานกำกับ | กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน |
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (Employee Welfare Fund: EWF) คืออะไร?
การบริหารทรัพยากรบุคคลในปัจจุบันไม่ได้มีเพียงการดูแลเงินเดือน สวัสดิการ หรือการพัฒนาศักยภาพของพนักงานเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานที่มีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในประเด็นที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) เจ้าของกิจการ และผู้บริหารองค์กรควรให้ความสำคัญ คือ “กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง” (Employee Welfare Fund: EWF) ซึ่งมีกำหนดเริ่มบังคับใช้ในวันที่ 1 ตุลาคม 2569
หลายองค์กรอาจเคยได้ยินชื่อกองทุนนี้ แต่ยังมีข้อสงสัยว่า กองทุนดังกล่าวคืออะไร มีวัตถุประสงค์อย่างไร ใครต้องเข้าร่วม และองค์กรควรเตรียมความพร้อมอย่างไร บทความนี้จะสรุปข้อมูลสำคัญที่ HR และนายจ้างควรรู้
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง มีวัตถุประสงค์อย่างไร?
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจัดตั้งขึ้นภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นหลักประกันด้านการเงินให้แก่ลูกจ้าง และส่งเสริมความมั่นคงในชีวิตการทำงานเมื่อสิ้นสุดการจ้างงาน รวมถึงช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของลูกจ้างในกรณีที่เข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย
แนวคิดสำคัญของกองทุนนี้ คือ การให้ทั้งนายจ้างและลูกจ้างร่วมกันสะสมเงินเข้ากองทุน เพื่อให้ลูกจ้างมีเงินสะสมไว้ใช้ในอนาคต แทนที่จะพึ่งพาเพียงค่าชดเชยจากนายจ้างเพียงอย่างเดียว
ใครบ้างที่เกี่ยวข้องกับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (EWF)?
การดำเนินงานของกองทุนเกี่ยวข้องกับหลายฝ่าย ได้แก่
1. ลูกจ้าง
ลูกจ้างเป็นสมาชิกของกองทุน มีหน้าที่สะสมเงินเข้ากองทุนตามอัตราที่กฎหมายกำหนด และมีสิทธิได้รับเงินเมื่อเข้าเงื่อนไข
2. นายจ้าง
นายจ้างมีหน้าที่นำส่งเงินสมทบ พร้อมจัดทำข้อมูลและดำเนินการตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง รวมถึงดูแลให้การนำส่งเงินเป็นไปตามกำหนดเวลา
3. กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
เป็นหน่วยงานที่กำกับดูแลกองทุน ออกระเบียบ หลักเกณฑ์ และดูแลการบริหารกองทุนให้เป็นไปตามกฎหมาย
สถานประกอบกิจการใดบ้างที่ต้องเข้าร่วม?
ตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างมีผลบังคับใช้กับสถานประกอบกิจการที่อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน โดยในระยะแรกกำหนดให้บังคับใช้กับกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ก่อน และอาจมีการขยายขอบเขตไปยังสถานประกอบกิจการขนาดเล็กในอนาคตตามที่กฎหมายกำหนด
อย่างไรก็ตาม ยังมีบางกิจการที่ได้รับการยกเว้นหรือมีเงื่อนไขเฉพาะ เช่น กิจการที่จัดสวัสดิการในรูปแบบอื่นตามที่กฎหมายรับรอง ดังนั้น นายจ้างควรติดตามประกาศจากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานอย่างใกล้ชิด
ลูกจ้างจะได้รับสิทธิอะไรจากกองทุน?
เมื่อเป็นสมาชิกกองทุน ลูกจ้างจะได้รับสิทธิประโยชน์ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด เช่น
- รับเงินสะสมของตนเอง
- รับเงินสมทบจากนายจ้าง
- รับดอกผลหรือผลประโยชน์ที่เกิดจากการบริหารกองทุน
- สามารถรับเงินเมื่อสิ้นสุดการจ้างงานตามเงื่อนไข
- กรณีลูกจ้างเสียชีวิต เงินสามารถตกทอดให้แก่ผู้มีสิทธิรับผลประโยชน์ตามที่กฎหมายกำหนด
สิทธิประโยชน์ดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินและช่วยลดผลกระทบเมื่อพนักงานออกจากงาน
เงินสะสมและเงินสมทบ คืออะไร?
หลายคนเข้าใจผิดว่าเงินทั้งหมดมาจากนายจ้างเพียงฝ่ายเดียว แต่ในความเป็นจริง กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเกิดจากการร่วมกันสะสมเงินของทั้งลูกจ้างและนายจ้างตามอัตราที่กฎหมายกำหนด
เงินที่นำส่งเข้าสู่กองทุนจะประกอบด้วย
- เงินสะสมจากลูกจ้าง
- เงินสมทบจากนายจ้าง
- ผลตอบแทนหรือดอกผลจากการบริหารกองทุน
เมื่อสมาชิกเข้าเงื่อนไขที่กำหนด ก็จะสามารถขอรับเงินตามหลักเกณฑ์ของกองทุนได้
อัตราเงินสะสมและเงินสมทบ
กฎหมายกำหนดอัตราไว้เป็น 2 ระยะ ดังนี้
| ระยะเวลา | ลูกจ้าง | นายจ้าง |
|---|---|---|
|
5 ปีแรก |
0.25% ของค่าจ้าง |
0.25% ของค่าจ้าง |
|
ตั้งแต่ปีที่ 6 เป็นต้นไป |
0.50% ของค่าจ้าง |
0.50% ของค่าจ้าง |
ตัวอย่าง หากพนักงานมีค่าจ้างเดือนละ 30,000 บาท
ในช่วง 5 ปีแรก
- ลูกจ้างสะสม 75 บาท
- นายจ้างสมทบ 75 บาท
รวมส่งเข้ากองทุน 150 บาทต่อเดือน
เมื่อเข้าสู่ปีที่ 6
- ลูกจ้างสะสม 150 บาท
- นายจ้างสมทบ 150 บาท
รวม 300 บาทต่อเดือน
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง แตกต่างจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอย่างไร?
“กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเหมือนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือไม่”
แม้ว่าทั้งสองกองทุนจะมีเป้าหมายในการสร้างความมั่นคงทางการเงินให้แก่พนักงาน แต่มีความแตกต่างกันในหลายด้าน
| หัวข้อ | กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (EWF) | กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) |
|---|---|---|
| การจัดตั้ง | ตามกฎหมายแรงงาน | จัดตั้งโดยความสมัครใจ |
| ผู้กำกับดูแล | กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน | สำนักงาน ก.ล.ต. |
| การเข้าร่วม | เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย | นายจ้างและลูกจ้างสมัครใจ |
| วัตถุประสงค์ | สร้างหลักประกันเมื่อออกจากงาน | ส่งเสริมการออมเพื่อเกษียณ |
ดังนั้น องค์กรควรศึกษาหลักเกณฑ์ของทั้งสองกองทุนให้ชัดเจน เพื่อวางแผนด้านสวัสดิการได้อย่างเหมาะสม
นายจ้างต้องเตรียมการอะไรบ้าง เมื่อกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างมีผลบังคับใช้?
เมื่อกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (Employee Welfare Fund: EWF) เริ่มมีผลบังคับใช้ นายจ้างและฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) จะต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้การนำส่งเงินและการบริหารจัดการเป็นไปอย่างถูกต้อง โดยสามารถแบ่งการเตรียมความพร้อมได้ดังนี้
- ขึ้นทะเบียนนายจ้างและลูกจ้าง
ก่อนเริ่มนำส่งเงินเข้ากองทุน นายจ้างจะต้องดำเนินการขึ้นทะเบียนกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน พร้อมจัดทำข้อมูลลูกจ้างให้ครบถ้วน โดยใช้แบบฟอร์มที่กฎหมายกำหนด เช่น สกล.3, สกล.3/1, สกล.3/2 และ สกล.4 เพื่อแจ้งข้อมูลการเป็นสมาชิกและรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง
- เริ่มหักเงินสะสมจากค่าจ้างของลูกจ้าง
เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ นายจ้างมีหน้าที่หักเงินสะสมจากค่าจ้างของลูกจ้างตามอัตราที่กฎหมายกำหนด โดยในระยะเริ่มต้นกำหนดอัตราไว้ที่ 0.25% ของค่าจ้าง
- จัดสรรงบประมาณสำหรับเงินสมทบของนายจ้าง
นอกจากการหักเงินสะสมจากลูกจ้างแล้ว นายจ้างยังต้องจ่าย เงินสมทบ ในอัตราเดียวกันกับเงินสะสมของลูกจ้าง คือ 0.25% ของค่าจ้าง (ตามอัตราที่กฎหมายกำหนดในช่วงเริ่มต้น)
- นำส่งเงินและยื่นแบบรายการภายในกำหนด
หลังจากหักเงินสะสมและจัดเตรียมเงินสมทบเรียบร้อยแล้ว นายจ้างจะต้องนำส่งเงินทั้งสองส่วน พร้อมยื่นแบบรายการแสดงรายชื่อลูกจ้าง แบบ สกล.3 ต่อสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในพื้นที่ที่สถานประกอบกิจการตั้งอยู่
การนำส่งจะต้องดำเนินการ ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป เพื่อให้เป็นไปตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด และหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากการนำส่งล่าช้า
วิธีขึ้นทะเบียนกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (Employee Welfare Fund: EWF)
ขั้นตอนที่ 1 ตรวจสอบว่ากิจการอยู่ในขอบเขตของกฎหมายหรือไม่
ก่อนดำเนินการขึ้นทะเบียน นายจ้างควรตรวจสอบก่อนว่า สถานประกอบกิจการของตนอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ของกฎหมายหรือไม่
โดยหลักแบ่งได้เป็น 2 กรณี ได้แก่
กรณีที่ 1 กิจการที่อยู่ในบังคับของกฎหมาย
นายจ้างต้องดำเนินการขึ้นทะเบียนและนำส่งเงินสะสม เงินสมทบ รวมถึงปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
กรณีที่ 2 กิจการที่ไม่อยู่ในบังคับของกฎหมาย
แม้จะไม่อยู่ในขอบเขตการบังคับ แต่หากนายจ้างและลูกจ้างประสงค์จะเข้าร่วมกองทุน ก็สามารถสมัครเป็นสมาชิกได้ตามหลักเกณฑ์ที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกำหนด
ขั้นตอนที่ 2 เตรียมข้อมูลและเอกสารประกอบ
ก่อนยื่นขึ้นทะเบียน นายจ้างควรจัดเตรียมข้อมูลให้ครบถ้วน ได้แก่
ข้อมูลของนายจ้าง
- ชื่อสถานประกอบกิจการ
- เลขทะเบียนนิติบุคคล (ถ้ามี)
- เลขประจำตัวผู้เสียภาษี
- ที่ตั้งสถานประกอบกิจการ
- ผู้มีอำนาจลงนาม
- เบอร์โทรศัพท์
- อีเมลสำหรับติดต่อ
ข้อมูลของลูกจ้าง
- ชื่อ–นามสกุล
- เลขประจำตัวประชาชน
- วันเริ่มงาน
- ตำแหน่งงาน
- ค่าจ้าง
- สถานะการจ้างงาน
ขั้นตอนที่ 3 จัดทำแบบฟอร์มให้ถูกต้อง
กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกำหนดแบบฟอร์มสำหรับการขึ้นทะเบียนและการแจ้งเปลี่ยนแปลงข้อมูล ดังนี้
ใช้สำหรับ แบบแสดงรายชื่อลูกจ้าง ของกิจการที่อยู่ในบังคับตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน เพื่อใช้ในการขึ้นทะเบียนและการนำส่งข้อมูลสมาชิกกองทุน
ใช้สำหรับ แบบแสดงรายชื่อลูกจ้างของกิจการที่ไม่อยู่ในบังคับตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน แต่ลูกจ้างประสงค์เข้าเป็นสมาชิกกองทุน
แบบ สกล.3/2
ใช้สำหรับ แจ้งการเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขรายการแสดงรายชื่อลูกจ้าง เช่น
- รับพนักงานใหม่
- พนักงานลาออก
- เปลี่ยนแปลงข้อมูลลูกจ้าง
- แก้ไขข้อมูลที่เคยยื่นไว้
แบบฟอร์มนี้ช่วยให้ทะเบียนสมาชิกของกองทุนเป็นปัจจุบันอยู่เสมอ
หนังสือสำคัญการขึ้นทะเบียน (สกล.4 / สกล.4/1)
เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเอกสารและอนุมัติการขึ้นทะเบียนแล้ว จะออกหนังสือสำคัญให้แก่ผู้ยื่น ดังนี้
- สกล.4 สำหรับกิจการที่อยู่ในบังคับของกฎหมาย
- สกล.4/1 สำหรับกิจการที่ไม่อยู่ในบังคับ แต่สมัครเข้าร่วมกองทุนโดยความสมัครใจ
หนังสือดังกล่าวถือเป็นหลักฐานยืนยันการขึ้นทะเบียนเป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างอย่างเป็นทางการ
ขั้นตอนที่ 4 ยื่นคำขอขึ้นทะเบียน
ปัจจุบันนายจ้างสามารถเลือกยื่นคำขอได้หลายช่องทาง ได้แก่
- ระบบ e-Service ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
- สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด
- สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่
- ส่งทางไปรษณีย์
- ส่งทางอีเมล (ตามช่องทางที่หน่วยงานกำหนด)
หากยื่นผ่านระบบออนไลน์ นายจ้างสามารถอัปโหลดแบบฟอร์มและเอกสารประกอบผ่านระบบได้โดยตรง
ขั้นตอนที่ 5 รอการพิจารณาและรับหนังสือสำคัญ
หลังจากได้รับคำขอ เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบความครบถ้วนของข้อมูลและเอกสาร
เมื่อพิจารณาแล้วเสร็จ จะดำเนินการออกหนังสือสำคัญการขึ้นทะเบียนเป็นสมาชิกกองทุน และแจ้งผลให้ผู้ยื่นทราบตามช่องทางที่ได้ลงทะเบียนไว้
ขั้นตอนที่ 6 เริ่มหักเงินและนำส่งเข้ากองทุน
เมื่อการขึ้นทะเบียนเสร็จสมบูรณ์ นายจ้างจะต้องดำเนินการดังต่อไปนี้
- หักเงินสะสมจากค่าจ้างของลูกจ้าง
- จ่ายเงินสมทบในส่วนของนายจ้าง
- นำส่งเงินสะสมและเงินสมทบเข้ากองทุน
- ยื่นแบบรายการแสดงรายชื่อลูกจ้าง แบบ สกล.3 ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด
หากไม่นำส่ง หรือนำส่งล่าช้า อาจต้องชำระเงินเพิ่มตามอัตราที่กฎหมายกำหนด
Checklist สำหรับ HR และ Payroll ก่อนกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างมีผลบังคับใช้
Checklist สำหรับ HR
- ตรวจสอบว่ากิจการเข้าเกณฑ์ของกฎหมายหรือไม่
- ปรับปรุงนโยบายด้านทรัพยากรบุคคล
- ทบทวนคู่มือพนักงาน
- สื่อสารข้อมูลให้พนักงานรับทราบ
- จัดทำข้อมูลสมาชิกให้ครบถ้วน
- วางแผนการบริหารสวัสดิการให้สอดคล้องกับกฎหมาย
Checklist สำหรับ Payroll
- ปรับระบบคำนวณเงินสะสมและเงินสมทบ
- เพิ่มรายการหักและรายการสมทบในระบบเงินเดือน
- ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลก่อนนำส่ง
- จัดทำรายงานสำหรับการตรวจสอบย้อนหลัง
- รองรับการเปลี่ยนแปลงของกฎหมายในอนาคต
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง: ลาคลอด 120 วัน สิทธิใหม่ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานที่ HR ต้องรู้
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง: ปฏิทินวันหยุด 2570 อัปเดตล่าสุด | วันหยุดราชการ วันหยุดยาว
สรุป
✔ กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (EWF) เป็นกองทุนที่จัดตั้งขึ้นเพื่อสร้างหลักประกันทางการเงินให้แก่ลูกจ้างเมื่อสิ้นสุดการจ้างงาน
✔ เริ่มบังคับใช้วันที่ 1 ตุลาคม 2569 โดยนายจ้างที่อยู่ในขอบเขตของกฎหมายต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
✔ นายจ้างและลูกจ้างร่วมกันนำส่งเงินเข้ากองทุน ในอัตราที่กฎหมายกำหนด พร้อมนำส่งเงินภายในระยะเวลาที่กำหนด
✔ นายจ้างควรเตรียมความพร้อม ทั้งด้านการขึ้นทะเบียน การปรับระบบ HR และ Payroll การวางแผนงบประมาณ และการสื่อสารกับพนักงาน
✔ ระบบ HRM และ Payroll ที่รองรับกฎหมาย จะช่วยลดความผิดพลาด เพิ่มความถูกต้องในการคำนวณ และช่วยให้องค์กรปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Download แบบฟอร์ม สกล.ที่เกี่ยวข้อง
- แบบ สกล.3 แบบแสดงรายชื่อลูกจ้าง
- แบบ สกล.3/1 แบบแสดงรายชื่อลูกจ้าง
- แบบ สกล.5 แบบรับเงินกรณีลูกจ้างเสียชีวิต
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (FAQ)
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (Employee Welfare Fund: EWF) คืออะไร?
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (Employee Welfare Fund: EWF) เป็นกองทุนที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน เพื่อสร้างหลักประกันทางการเงินให้แก่ลูกจ้าง โดยนายจ้างและลูกจ้างจะร่วมกันนำส่งเงินเข้ากองทุนตามอัตราที่กฎหมายกำหนด
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างแตกต่างจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) หรือไม่?
แตกต่างกัน โดยกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเป็นกองทุนที่กำหนดตามกฎหมายแรงงาน ส่วนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) เป็นสวัสดิการที่นายจ้างและลูกจ้างสมัครใจจัดตั้งร่วมกัน นอกจากนี้ทั้งสองกองทุนยังมีวัตถุประสงค์ หน่วยงานกำกับดูแล และหลักเกณฑ์การเข้าร่วมที่แตกต่างกัน
หากบริษัทมีพนักงานเข้าใหม่ ต้องดำเนินการอย่างไร?
นายจ้างควรแจ้งข้อมูลลูกจ้างใหม่และดำเนินการตามแบบฟอร์มที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกำหนด เช่น แบบ สกล.3/2 รวมถึงปรับปรุงข้อมูลสมาชิกให้เป็นปัจจุบัน เพื่อให้ลูกจ้างได้รับสิทธิประโยชน์จากกองทุนอย่างถูกต้อง
ลูกจ้างลาออกจะได้รับเงินจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเมื่อใด?
ลูกจ้างสามารถขอรับเงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์ของกองทุนได้เมื่อสิ้นสุดการจ้างงาน โดยเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด รวมถึงขั้นตอนการขอรับสิทธิที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานประกาศไว้
หากนายจ้างไม่นำส่งเงินเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจะเกิดอะไรขึ้น?
หากนายจ้างไม่นำส่งเงินสะสมหรือเงินสมทบภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด อาจต้องชำระเงินเพิ่ม และอาจมีบทกำหนดโทษตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ดังนั้นควรดำเนินการนำส่งเงินและยื่นแบบรายการให้ครบถ้วนภายในกำหนดเวลา
ระบบ HR และ Payroll ช่วยรองรับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างได้อย่างไร?
ระบบ HR และ Payroll ที่รองรับกฎหมายแรงงานสามารถช่วยคำนวณเงินสะสมและเงินสมทบ บันทึกข้อมูลสมาชิก จัดทำรายงาน และลดความผิดพลาดในการนำส่งข้อมูล ทำให้องค์กรปฏิบัติตามข้อกำหนดของกฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สนใจระบบ COACH HCM สำหรับบริหาร HR และ Payroll ให้รองรับกฎหมายใหม่?
COACH HCM ช่วยให้องค์กรบริหารงาน HR, Payroll, Time Attendance และรองรับการเปลี่ยนแปลงด้านกฎหมายแรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
